กล้วยเล็บมือนาง
Musa sapientum Linn
MUSACEAE

ชื่ออื่น กล้วยเล็บมือ


ลักษณะทั่วไป ลำต้น ขนาดเล็กและเตี้ยกว่ากล้วยพันธุ์ทั่วไป กล้วยชนิดนี้คล้าย
ต้นกล้วยไข่แต่มีสีอมแดง ใบ ค่อนข้างแคบและสั้น ก้านใบมักชูกตรงขึ้น แต่
เอียงเป็นมุมแยกห่างออกจากกัน สันของก้านใบส่วนล่างเป็นแถบสีแดง (กล้วย
หอมจันทร์มีสีแดงทั่วทั้งส่วนล่างของก้านใบ) ผล ของกล้วบเล็บมือนางมีขนาด
ประมาณนิ้วมือทั้งความยาวและกว้าง ปลายผลเรียว ผลเรียงติดกันคล้ายนิ้วมือ
ผลค่อนข้างโค้งงอ เนื้อผลสุกแล้วหอมหวานคล้ายกล้วยหอมจันทร์ แต่กล้วยเล็บ
มือนางเนื้อแน่นมาก ชวนรับประทานมากกว่า และมีหน่อดกคล้ายกล้วยตานี

ต้นกล้วยเล็บมือนาง

กล้วยเล็บมือนาง




นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย
กล้วยเล็บมือนางนิยมปลูกกันทั่วไป
จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปทั่วภาคใต้ มีการนำไปปลูกภาคอื่นบ้าง
แต่ไม่มากนัก



ประโยชน์และความสำคัญ ผลอ่อน
ใช้แกงส้มแกงคั่ว แกงกะทิ ผลสุก
ใช้รับประทาน และสามารถแปรรูปเป็นกล้วยแช่อิ่ม และกล้วยตากน้ำผึ้ง ซึ่ง
มีสรพพคุณในแง่ของยาอายุวัฒนะ


กลอย
( Kloi )
Diosorea hispida Dennst.
DIOSCOREACEAE

ชื่ออื่น มันกลอย กลอยข้าวเหนียว กลอยหัวเหนียว กลอยนก กอย คลี้


ลักษณะทั่วไป ไม้เถาเลื้อยพันต้นไม้อื่น ลำต้น กลม โคนต้นเป็นเหลี่ยม
มีหนามสั้น ๆ ตลอดเถา ลำต้นสีเขียว มีหัวอยู่ใต้ผิวดินเปลือกของหัวบาง
สีน้ำตาลอ่อนเหลือง ลักษณะกลมรีมีรากเล็กๆ กระจายทั่วทั้งหัว มีหัว 3-5 หัว
ต่อต้น หัวกลอยมี 2 ชนิด คืด เนื้อสีขาว (กลอยข้าวเจ้า) เนื้อสีเหลืองครีม

(กลอยข้าวเหนียว) ใบ เป็นใบประกอบแบบพัด เรียงสลับมีใบย่อย 3 ใบ แยก
ออกจากจุดเดียวกันของก้านใบ ใบกลางเป็นรูปวงรี ปลายใบแหลมโคนสอบ
แคบ แผ่นใบกว้าง มีขนนุ่มปกคลุมใบย่อย 2 ใบ ใบข้างมีลักษณะคล้าย
รูปหัวใจเบี้ยว ปลายใบแหลม สั้นกว่าใบกลาง ใบกว้าง 6-15 เซนติเมตร
ยาว 8-12 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของหัว ก้านใบยาว 7-14 เซนติเมตร
ดอก เริ่มออกดอกหลังจากลำต้น เกี่ยวพันต้นไม้อื่นได้ระยะหนึ่ง ออกเป็นช่อ
ระย้า ตามข้อง่าม ใบหรือซอกใบ มีดอกเล็กๆ สีเขียวอ่อนติดบนก้านช่อดอก
ออกดอกเพศผู้และดอกเมียแยกต้น มีเกสรตัวผู้ 6 อัน เกสรตัวเมีย ปลายแยก
เป็นแฉก ผล คล้ายผลมะเฟืองมี 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด เมื่อผลแก่แตกได้เอง
เมล็ดมีลักษณะกลมแบน มีปีกบางใส ช่วยการแพร่พันธุ์ ให้ปลิวตามลม
การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ดและแยกหัว









เครือกลอย


หัวกลอย




นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบได้ทุกภาคของประเทศ ในเขต
ป่าชื้นทั่วไปเจริญเติบโตได้ดีในที่ดอนสภาพร่มรำไร ดินร่วนระบายน้ำได้ดี
ลำต้นเลื้อยพันขึ้นสู่ยอดต้นไม้อื่น

ประโยชน์ และความสำคัญ ทางสมุนไพร หัว
แก้เถาดาน (อาการ
แข็งเป็นลำในท้อง) หุงเป้นน้ำมันใส่แผล กัดฝ้า กัดหนอง ราก บดให้ละเอียด
ผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใบยาสูบ ใบลำโพง หรือพริกใช้พอกแผล เพื่อฆ่า
ตัวหนอนในแผลสัตว์เลี้ยง ทางอาหาร หัวกลอย มีแป้งในปริมาณสูง ใช้
ประกอบอาหารได้ เช่น นึ่งกับข้าวเหนียว หรือแกงบวด ทำขนม หัวสด
ก่อนนำไปทำอาหารควรปอกเปลือก ฝานเป็นชิ้นบางๆ ใส่ชะลอมนำไปแช่น้ำ
ไหล ประมาณ 3 วัน หรือหมักเกลือ 1 คืน แล้วนำมาคั้นน้ำทิ้งทำเช่นเดิม
เป็นเวลา 3 วัน จึงนำไปปรุงเป็นอาหาร หรือหั่นเป็นแผ่นเล็กๆ ผึ่งแดดให้
แห้งชุบแป้งทอดกับกล้วยน้ำว้า หัวใต้ดินมีสารพิษ แอลคาลอยด์
(alkaloid)ชื่อ dioscorine ละลายน้ำได้ดี และมีผล ทำให้เกิดอาการ
คลื่นไส้ อาเจียนมึนงง คันคอ ตาพร่า เป็นลม การปฐมพยาบาลทำให้อาเจียน
รีบนำส่งโรงพยาบาล

กาวเครือ

Butea superba Roxb.
PAPILIONACEAE

ชื่ออื่น กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง กราว
เครือดำ จานเครือ ตานจอมทอง ทองเครือ


ลักษณะทั่วไป ลำต้น เป็นไม้เถาที่มี หัว ขนาดใหย่อยู่ใต้ดิน มีหลายลักษณะ
กลมหรือยาวขึ้นอยู่แต่ละชนิดของกวาวเครือ ใบ เป้บใบประกอบมีใบย่อย 3 ใบ
(trifoliate) ออกดอกเป้นช่อมีลักษณะเหมือนพืชตระกูลถั่วโดยทั่วไป ถ้าเป็น
กวาวเครือขาว ดอก จะมีสีม่วง แต่ถ้าเป็นกวาวเครือแดงดอกจะเป็นสีส้ม ผล
เป็นฝักแบนนูนออกตรงส่วนที่มีเมล็ด การขยายพันธุ์ โดย ใช้เมล็ดหรือหัวที่มี
ส่วนของลำต้นติดอยู่ซึ่งจะเป็นที่กำเนิดของตา

ประโยชน์และความสำคัญ หัว มี phytoestrogen ซึ่งเป็นฮอร์โมน
ชนิดหนึ่งทำให้หน้าอกโต และบำรุงสุขภาพให้สมบูรณ์ รักษาโรคกระดูกพรุน
ในผู้สูงอายุ แต่มีข้อควรระวังในการรับประทาน เพราะถ้ารับประทานมาก
จะเป็นพิษ











นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย
พบในดินร่วนปนทรายชายเขา พื้นที่ดอน
ตลอดจนป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ

ประโยชน์และความสำคัญ ทางสมุนไพร ต้น ผสมกับสมุนไพรอื่นต้มกับน้ำ
รักษามะเร็งเต้านม ราก ผสมสมุนไพรอื่นต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง โดยแก้ตก
ขาว มะเร็งสำไส้ มะเร็งมดลูก


กะตังใบ

Leea indica Merr
LEEACEAE


ชื่ออื่น คะนางใบ (ตราด ) กระตังบาย เขือง
เขืองแข้งม้ากะลังใบตองต้อม (เหนือ)
บังลังใบ
ตองต้อม (เหนือ)
บังบายต้น (ตรัง)

ลักษณะทั่วไป
ไม้พุ่มเตี้ย ลำต้น สูง 1-3 เมตร ใบ เป็นใบประกอบแบบ
ขนนกเรียงสบับใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 12-18
เซนติเมตร หูใบแผ่เป็น แผ่น ดอก เป็นช่อโดยออกบริเวณซอกใบ ก้านดอก
มีสีแดง กลีบดอกสีเขียวอ่อน ผล สดรูปกลมแป้นสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีแดง
และเมื่อสุกเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มหรือม่วงดำ การขยายพันธุ์
ด้วยเมล็ด


ที่มา : หนังสือ ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพร สถาบันเทคโนโลยี
ราชมงคล กระทรวงศึกษาธิการ