กระเจี๊ยบมอญ (Okra)
Abelmoschus esculentus ( L.) Moench
MALVACEAE


ชื่ออื่น กระเจี๊ยบ มะเขือควาย มะเขือมอญ
(กลาง) มะเขือพม่า มะเขือมื่น มะเขือมอญ
มะเขือละโว้ (เหนือ)


ลักษณะทั่วไป
ไม้ล้มลุกสูง 1-2 เมตร ลำต้นและใบมีขนหยาบลำต้นมีสีเขียว
กลม เส้นผ่าศูนย์กล่างเฉลี่ย 1-3 เซนติเมตร ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปมือ เป็นแฉก
ลึกกว้าง 7 - 26 เซนติเมตร ยาว 10-30 เซนติเมตร ดอก ออกตามซอกใบ กลีบ
ดอกสีเหลือง โคนกลีบด้านในสีม่วงแดง ก้านชู อับเติดกันเป็นหลอด เป็นพืช
ผสมตัวเอง มีทั้งเกษรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผล เป็นผล
แคปซูล มีรูปร่างเรียวยาวเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม ผลตั้งชูขึ้นมีสีเขียวอ่อน หรือ
เขียวแก่ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ เมล็ด สีดำ จำนวน 200 เมล็ด หนักประมาณ 10 กรัม->>


ประโยชน์ และความสำคัญทางอาหาร

ผลอ่อน ลวกนึ่งหรือเผาไฟ รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือนำผลอ่อนมาแกงส้ม
เครื่องปรุง น้ำพริกแกงส้มมีดังนี้ พริก เกลือ ตะไคร้ ขมิ้น กระเทียม หอม กะปิ
โขลกเครื่องปรุงน้ำพริกให้เข้ากัน ผัดน้ำพริกกับน้ำมันและเนื้อปลาให้สุกและหอม
ตักเอาปลาออก และเติมน้ำทิ้งไว้จนกระทั่งเดือด ใส่กระเจี๊ยบมอญจนกระทั่งสุก
เติมน้ำมะหนาวให้ออกเปรี้ยว ใส่ปลา คนสักครู่ ปรุงรสตามใจชอบ


ลูกกระเจี๊ยบมอญ



<<-การปลูกจำใช้เมล็ดพันธุ์ 500 กรัม/ไร่ พันธุ์พื้นเมืองจะมีต้นสูงใหญ
่ มีผลที่มีขนาดใหญ่ แต่ไม่มีความสม่ำเสมอ ผลสีเขียวอ่อน ส่วนพันธุ์ลูกผสม
เช่นพันธุ์ลักกี้ไฟน์ เบอร์ 473 และพันธุ์เซาท์ซี เบอร์ 474 จะมีความสม่ำเสมอ
ผลสีเขียวเข้มติดผลบริเวณข้อ
ประโยชน์ทางสมุนไพร
ผลแห้งป่นชงรับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ และดื่มน้ำตามวันละ 3-4 ครั้ง
ช่วยรักาาโรคกระเพาะ ผล มีสาร pectin และ mucilage ช่วยเคลือบ
กระเพาะอาหาร


กระดอม

Gymnopetalum cochinense Kurz.
CUCURBITACEAE


ชื่ออื่น ขี้กาดง (สระบุรี) มะนอยจา (เหนือ)
ผักแคบป่า (น่าน)มะนอยหก มะนอยหกฟ้า
(แม่ฮ่องสอน) เขียวขี้กา


ลักษณะทั่วไป
พืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาไม้เลื้อยไปตามดิน เถามีขนาดเล็กเป็นร่องส่วนปลาย
จะมีมือเกาะเป็นเส้นกลมสีเขียวคล้ายลวดสปริง ยาว 14-25 เซนติเมตร
ออกตรงข้ามกับใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันรูปร่างต่าง ๆ กัน เป็นรูปไต
สามเหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือฉแก ขอบใบหยักเว้าเป็นฟันเลื่อย ใบกว้าง 5 -10
เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ก้านใบยาว 2-4 เซนติเมตร เส้นใบแยก
จากโคนใบที่จุดเดียวกัน ฐานใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ มีขนแข็งปกคลุม สากมือ
ทั้งด้านบนและด้านล่าง



ผลกระดอมสุก



-->
> กลีบดอกยาว1.5 - 3.5 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 3 อัน
ติดอยู่ที่ calyx-tube โดนที่อับเกสรตังผู้จะอยู่ติดกันเป็นแท่ง S-shaped
ดอกเพศเมีย เป็นดอกเดี่ยวมีลักษณะและจำนวนของกลีบเลี้ยงคล้ายดอกเพศผู้
แต่มีก้านดอกสั้นกว่า เกสรตัวเมียมี 1 อัน รังไข่ติดกับฐานรองดอกคล้ายกระสวย
มีหนามแหลมเป็นชนิดมีเนื้อนุ่มปกคลุม ยอดเกสรตัวเมียจะแยกเป็น 3 แฉก
รังไข่มี 3 ห้อง มีไข่อ่อนจำนวนมาก ผล รูปรีหัวท้ายแหลมเป็นชนิดมีเนื้ออ่อน
นุ่ม ผลนาว 3 - 7 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 เซนติเมตร มีสัน 10 สัน
ผลอ่อนมีผิวสีเขียว เมื่อแก่มีสีส้มปนแดงเนื้อภายในเต็ม ผิวสาก เมล็ด สีน้ำตาล
รูปรียาว 6 มิลลิเมตร การขยายพันธุ์ โดยเมล็ดและเถาปักชำ



ดอกกระดอม




ผลกระดอม
ดอก เพศผู้และเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน จะออกดอกบริเวณซอกใบ
ดอกเพศผู้เป็นดอกแบบ raceme ก้านดอกยาว 1-2 เซนติเมตร กลีบ
เลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ โดนจะติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายกว้างกว่าส่วน
โคนยาว 1.5-4.5 เซนติเมตร ปลายแยก 5 กลีบ มีขนปกคลุม กลีบดอก
สีขาว 5 กลีบ รูปไข่บนรูปขนาน แต่ละกลีบจะไม่เท่ากัน -->>
นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบบริเวณที่รกร้าง ทุ่งนาและทุ่งหญ้า
ทั่วไป
ประโยชน์และความสำคัญ ทางอาหาร ผลอ่อนลวกจิ้มน้ำพริก เป็น
ผักแกงป่า เป็นผักแกงป่า และแกงคั่วโดยผ่าเอาเม็ดออก
ทางสมุนไพร ผลรสขม บำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง ดีฝ่อ ดีเดือด คลั่ง เพ้อ คุ้มดี
คุ้มร้าย ทำโลหิตให้เย็น ดับพิษโลหิต บำรุงมดลูก รักษามดลูกหลังอาการแท้ง
หรือคลอดบุตร แก้มดลูกอักเสบ ถอนพิษผิดสำแดง แก้ไข้ ใช้ผลแห้ง 12-16
ผล น้ำหนักประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำพอประมาณ เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3
กรองน้ำดื่มเช้าเย็น จนกว่าจะหาย ผลแก่เป็นพิษ
เมล็ด แก้ผิดสำแดง กินแก้ผลไม้เป็นพิษ รักษาโรคในการแท้งลูก ใช้ขับ
น้ำลายช่วยย่อยอาหาร ราก รสขม แก้ไข บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ดับพิษ
โลหิตรากแห้งบดผสมน้ำร้อนใช้ทางถูนวดบริเวณที่ปวดเมื่อย ใบ น้ำคั้นใบ
ใช้หยอดตา แก้อักเสบ แก้พิษของบาดทะยัก เถา บำรุงน้ำดี แก้ไข้ เจริญอา
หารถอนพิษผิดสำแดง ดีฝ่อ ดีเดือด ดับพิษโลหิตทั้งห้า บำรุงธาตุ แก้ไขจับ
สั่นรักษมดลูกหลังจากการคลอดบุตร บำรุงน้ำนม
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อเรียบ
หดตัว เมื่อฉีดหรือป้อนสารสกัดผลแห้งด้วยแอลกอฮอล์-น้ำ (1:1) ในขนาด
10 กรัม/กิโลกรัม ไม่เป็นพิษ



ต้นกระเบา

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง
นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบตามป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณ บริเวณ
ชายน้ำ หรือที่ลุ่มขึ้นได้ในดินทุกชนิด
ประโยชน์และความสำคัญ ใน ทางสมุนไพร ใช้น้ำมันที่บีบจาก เมล็ด
รํกษาโรค เรื้อนและโรคผิวหนังอื่น ๆ หรือใช้เมล็ดตำผสมน้ำมันพืชทาแก้โรค
ผิวหนังต่าง ๆ เนื้อในผล รับประทานได้ เนื้อไม้แข็งใช้ทำวัสดุก่อสร้าง

กระเบา
( Chaulmoora)
Hydnocarpus anthelminthicus Pierre.
FLACOURTIACEAE


ชื่ออื่น
กระเบาน้ำ กระเบาใหญ่ กระเบาดึก กระเบาเบ้าแข็ง


ลักษณะทั่วไป ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10 - 20 เมตร ลำต้น
ไม้เนื้อแข็งแตกกิ่งก้านแน่นทึบ ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ยาวรี
กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 12-20 เซนติเมตร ต้นที่มีอายุมากรูปใบจะขยาย
ขนาดออกทางด้านกว้างคล้ายรูปไข่ ดอก เป็นดอกเดี่ยวและเป็นช่อสั้น ๆ ออก
ที่ซอกใบ ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกต้น ต้นตัวเมียเรียกกระเบา ตัวผู้ดอกม
ีกลิ่นหอม เรียกแก้วกาหลง กลีบดอก สีม่วงแดงจาง ๆ ผล เป็นผลสด ค่อนข้าง
กลมมีขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 8-12 เซนติเมตร เปลือกหนา มีขนเล็ก ๆ
สีน้ำตาลปกคลุม เนื้อใน สีอมเหลือง ภายในมีเมล็ดกลมขนาด 1 เซนติเมตร
ฝังตัวอยู่ในเนื้อจำนวนมาก





กระพังโหมตัวผู้
Peaderia tomentosa Bl.Var glabra Kurz
RUBIACEAE

ชื่ออื่น ย่านพาโหม (ต้) ตำยานตัวผู้





<<-- ใช้หยอดตามแก้ตาฟาง ตาแฉะ ตามมัว ฝนทาแก้ริดสีดวงทวาร
ทั้งต้น มีรสขม แก้ตานซาง แก้ตัวร้อน ขับลม แก้ธาตุพิการ ช่วยเจริญอาหาร
ขับพยาธิไส้เดือน แก้ดีรั่ว เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มกับน้ำดื่มขับปัสสาวะ ถอนพิษ
สุรา พิษจากอาหาร ใบ รสขมแก้พิษงู แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด ตำพอกแก้เริม
งูสวัด แก้ไข้ แก้ปวดแสบ ปวดร้อนเป็นอาหารบำรุงกำลังสำหรับคนฟื้นไข้หรือ
คนชรา ผล ทาฟันทำให้ฟันมีสีดำ แก้ปวดฟัน



ลักษณะทั่วไป ไม้เถาขนาดเล็ก ลำต้นและใยมียางสีขาว มีกลิ่นเหม็น ใบ
เดี่ยวรูปหอกกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร
ปลายใบแหลม ก้านช่อดอกเล็ก ก้านช่อดอกเล็กเรียวยาว มีใบประดับขนาด
เล็ก กลีบรองกลีบรูปหอก 5 กลีบ ปลายแหลม ฐานรูปหัวใจ เถาและใบมีขน
ละเอียดปกคลุมมีกลิ่นเหม็นเขียว ดอก ออกเป็นช่อแบบ cymose ตาม
ง่ามใบ กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายกลีบแผ่ออกล็กน้อย
แล้วม้วนพับ กลีบด้านนอกสีขาว ด้านในสีม่วงแดงหรือสีชมพู ผล แห้งเป็น
ฝักยาวสีเขียว รูปร่างกลมผิวเกลี้ยง เมล็ด รูปร่างยาว มีสีเทาแก่หรือดำ
การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ดและเถาปักชำ

นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบตามทุ่งหญ้าที่โล่งแจ้ง ตามที่รกร้าง
ทั่วไป ที่มีดินร่วน ขึ้นได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึงความสูง 1,200 เมตร
จากระดับน้ำทะเล

ประโยชน์และความสำคัญ ทางอาหาร ใบอ่อน ยอด ดอกและผล
กินเป็นผักสด หรือหั่นฝอยกินกับข้าวยำ น้ำคั้นจากเถา และใบ ผสมปรุงเป็น
ขนมขี้หนู ทางสมุนไพรราก รสขมเย็น ต้มกับน้ำใช้บ้วนปากแก้ปวดฟัน->>



ที่มา : หนังสือ ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพร สถาบันเทคโนโลยี
ราชมงคล กระทรวงศึกษาธิการ