|
๑. ข้อมูลชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ
จังหวัดศรีสะเกษมีอาณาเขตติดกับราชอาณาจักรกัมพูชา
ระยะทางประมาณ ๑๒๗ กิโลเมตร( อำเภอกันทรลักษ์ ๗๖ กม. , อำเภอขุนหาญ ๑๘ กม.
, อำเภอภูสิงห์ ๓๓ กม. )
อำเภอกันทรลักษ์ ที่ตั้งผามออีแดง เขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร
มีอาณาเขตติดกับ อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร
อำเภอขุนหาญ มีอาณาเขตติดกับ อำเภอตรอเปียงประสาท จังหวัดอุดรมีชัย
อำเภอภูสิงห์ ที่ตั้งจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำมีอาณาเขตติดกับ
อำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย
๒. จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
๒.๑ ความเป็นมา
๑) กระทรวงมหาดไทยมีประกาศ "เปิดจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ"อำเภอภูสิงห์
จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑๑
พฤศจิกายน ๒๕๔๖
๒) จังหวัดศรีสะเกษมีประกาศ " เปิดจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
" อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ราชอาณาจักรไทย ตรงข้ามกับช่องจวม
อำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย ราชอาณาจักรกัมพูชา ระหว่างเวลา ๐๗.๐๐ -
๒๐.๐๐ น. ของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ เป็นต้นไป
๓) วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี(
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ) มาเป็นประธานในพิธีเฉลิมฉลองการเปิดจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
พร้อมนี้ ได้มีการลงนามในบันทึกการประชุมร่วมระหว่างจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดอุดรมีชัย
ว่าด้วยการเปิดจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ - ช่องจวม
อำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย
๒.๒ การดำเนินการตามโครงการพัฒนาพื้นที่ช่องสะงำ ( เมืองใหม่ช่องสะงำ
)
กรมป่าไม้มีประกาศอนุญาตให้จังหวัดศรีสะเกษ
เข้าใช้ประโยชน์ในเขตป่าที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ
"ป่าฝั่งซ้ายห้วยศาลา" ท้องที่ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ
ในเนื้อที่ ๙๖๖ ไร่ ๒ งาน ๓๑ ตารางวา เพื่อก่อสร้างสถานที่ราชการ ตามโครงการพัฒนาพื้นที่ช่องสะงำ
มีกำหนดระยะเวลา ๓๐ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ จนถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม
๒๕๗๖
นับตั้งแต่ปี
๒๕๔๖ - ๒๕๕๔ จังหวัดศรีสะเกษได้รับจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด
รวมงบประมาณ ๒๗๑,๑๙๒,๕๔๗ บาท เพื่อพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามแผนแม่บท
( Master Plan ) เช่น อาคารพาณิชย์และลานตลาดนัด สถานีขนส่ง อาคารคลังสินค้า
อ่างเก็บน้ำ ระบบประปา การขยายเขตไฟฟ้า การก่อสร้างถนนลูกรัง และถนน คสล.
ภายในบริเวณเมืองใหม่ช่องสะงำ เป็นต้น
๒.๓ สถานการณ์ด้านชายแดนกับประเทศกัมพูชา
๑) การค้าชายแดน
๑.๑) การเดินทางผ่านเข้าออกบริเวณด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ
การผ่านเข้าออกบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำของนักท่องเที่ยวและ
ผู้ประกอบการค้า ประจำปี ๒๕๕๔ ปรากฏว่า มี ชาวต่างชาติ เดินทางเข้าออกโดยใช้หนังสือเดินทาง
เดินทางเข้า จำนวน ๙๗๑ คน เดินทางออก จำนวน ๑,๐๖๙ คน คนไทย เดินทางเข้าออกโดยใช้หนังสือเดินทาง/
เอกสารควบคุม/ BORDERPASS รวม เดินทางเข้า จำนวน ๒๘,๓๒๕ คน เดินทางออก จำนวน
๒๘,๕๘๘ คน คนกัมพูชา เดินทางเข้าออกโดยใช้หนังสือเดินทาง / เอกสารควบคุม
/ BORDERPASS รวม เดินทางเข้า จำนวน ๕๑,๘๘๘ คน เดินทางออก จำนวน ๕๑,๗๓๓ คน
|
ปี
|
ต่างชาติ
|
ชาวไทย
|
ชาวกัมพูชา
|
|
|
หนังสือเดินทาง
|
ลงชื่อในสมุดคุม
|
|
หนังสือเดินทาง
|
|
BORDERPASS
|
ลงชื่อในสมุดคุม
|
หนังสือเดินทาง
|
BORDERPASS
|
|
|
เข้า
|
ออก
|
เข้า
|
ออก
|
เข้า
|
ออก
|
เข้า
|
ออก
|
เข้า
|
ออก
|
เข้า
|
ออก
|
เข้า
|
ออก
|
|
๒๕๕๒
|
๑,๔๔๖
|
๑,๔๗๔
|
๒๓,๗๔๕
|
๒๓,๗๔๗
|
๔,๑๗๒
|
๔,๑๗๓
|
๒๑
|
๓๘
|
๘๙,๙๗๗
|
๘๙,๙๗๗
|
-
|
-
|
๔๓
|
๔๐
|
|
๒๕๕๓
|
๑,๒๑๔
|
๑,๑๖๙
|
๓๕,๓๕๐
|
๓๕,๓๗๗
|
๕,๕๕๗
|
๕,๘๐๙
|
๖
|
๘
|
๖๘,๓๙๗
|
๖๘,๓๕๗
|
๔๙๓
|
๕๐๙
|
๑๓
|
๑๔
|
|
๒๕๕๔
|
๙๗๑
|
๑,๐๖๙
|
๒๑,๓๔๔
|
๒๑,๔๘๔
|
๖,๙๘๑
|
๗,๑๐๔
|
๐
|
๐
|
๕๐,๕๖๗
|
๕๐,๕๖๗
|
๑,๓๐๑
|
๑,๑๕๑
|
๒๐
|
๑๕
|
ที่มา : สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองศรีสะเกษ
๑.๒) การค้าชายแดนบริเวณด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ
ในด้านสถิติการค้าชายแดนบริเวณด่านถาวรช่องสะงำมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี ๒๕๔๙ มีมูลค่าส่งออก - นำเข้ารวม ๒๙๑.๙๙๑ ล้านบาท ,ปี ๒๕๕๐ มูลค่ารวม
๕๓๗.๔๗๖ ล้านบาท , ปี ๒๕๕๑ มูลค่ารวม ๑,๔๒๕.๗๙๕ ล้านบาท , ปี ๒๕๕๒ มูลค่ารวม
๑,๐๙๐.๖๘๑ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ มูลค่ารวม ๗๕๔.๑๓๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ มูลค่ารวม
๒๒๔.๔๐๑ ล้านบาท และปี ๒๕๕๕ ( ๑ เดือน ) มูลค่ารวม ๒๑.๓๖๘ ล้านบาท
|
สถิติข้อมูลการค้าชายแดนด่านถาวรช่องสะงำ ระหว่างปี
๒๕๔๔ - ๒๕๕๕
|
|
ปี
|
มูลค่าส่งออก (ล้านบาท)
|
มูลค่านำเข้า (ล้านบาท)
|
มูลค่ารวม (ล้านบาท)
|
|
๒๕๔๔
|
๔๔.๒๕๔
|
๓.๘๕๓
|
๔๘.๑๐๗
|
|
๒๕๔๕
|
๑๑.๘๘๖
|
๐.๖๐๒
|
๑๒.๔๘๙
|
|
๒๕๔๖
|
๓๖.๗๘๙
|
๔๐.๗๙๓
|
๗๗.๕๘๒
|
|
๒๕๔๗
|
๗๘.๘๑๑
|
๑๒๙.๒๓๐
|
๒๐๘.๐๔๑
|
|
๒๕๔๘
|
๒๑๓.๓๓๑
|
๑๓๕.๘๑๓
|
๓๔๙.๑๔๔
|
|
๒๕๔๙
|
๒๘๕.๓๘๒
|
๖.๖๐๙
|
๒๙๑.๙๙๑
|
|
๒๕๕๐
|
๕๐๘.๓๘๘
|
๒๙.๐๘๘
|
๕๓๗.๔๗๖
|
|
๒๕๕๑
|
๑,๓๖๘.๕๐๒
|
๕๗.๒๙๓
|
๑,๔๒๕.๗๙๕
|
|
๒๕๕๒
|
๙๐๕.๖๓๘
|
๑๘๕.๐๔๔
|
๑,๐๙๐.๖๘๑
|
|
๒๕๕๓
|
๗๒๐.๓๒๖
|
๓๓.๘๐๕
|
๗๕๔.๑๓๐
|
|
๒๕๕๔
|
๑๙๙.๘๒๒
|
๒๔.๕๗๙
|
๒๒๔.๔๐๑
|
|
๒๕๕๕(๑ เดือน)
|
๒๐.๐๔๒
|
๑.๓๒๗
|
๒๑.๓๖๘
|
ที่มา
: ด่านศุลกากรช่องจอม จังหวัดสุรินทร์
๒) ปัญหายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายที่ลักลอบเข้าตามแนวชายแดน
เนื่องด้วยจังหวัดศรีสะเกษ
เป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา ในบริเวณพื้นที่อำเภอภูสิงห์
อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์ เป็นระยะทางรวม ๑๒๗ กิโลเมตร พื้นที่ตลอดแนวชายแดนดังกล่าวเป็นระยะทางยาว
จึงทำให้ยากแก่การตรวจสอบควบคุมได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น จึงมีปัญหาเรื่องยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายถูกลักลอบนำเข้าตามแนวตะเข็บชายแดน
จังหวัดได้ให้ความสำคัญและพยายามหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งตามข้อมูลสถานการณ์ปัญหายาเสพติด สถิติการจับกุมคดีอาชญากรรมสำคัญ จังหวัดศรีสะเกษอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีสถานการณ์เบาบางไม่รุนแรง
๓) กรณีพิพาทเกี่ยวกับแนวชายแดนที่ไม่ชัดเจน
ปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับแนวชายแดนที่ไม่ชัดเจนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานับเป็นปัญหาระดับประเทศที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายพยายามหาข้อยุติมาโดยตลอด
แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ผลคืบหน้าต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหาการบริหารจัดการปราสาทเขาพระวิหาร
ประเทศกัมพูชา เสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่ความสัมพันธ์ในระดับพื้นที่และท้องถิ่น
จังหวัด อำเภอ ยังเป็นไปตามปกติ ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก ๒.๔ ประเทศกัมพูชา
" ขุมทรัพย์ " ที่ไม่ควรมองข้าม
๑) แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก "
ปราสาทนครวัด - นครธม"
ประเทศกัมพูชาเป็นสถานที่ตั้งของ
" อาณาจักรขอม " ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่มานับพันปี และยังมีร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองยิ่งใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง"ปราสาทนครวัด-
นครธม"สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก
ปราสาทนครวัด
- นครธม จังหวัดเสียมราฐ อยู่ห่างจากจังหวัดศรีสะเกษ ไปทางด้านจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
อำเภอภูสิงห์ ตามเส้นทางถนนหมายเลข ๖๗ ผ่านอำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย
ระยะทาง ๑๕๑ กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ ๑.๓๐ ชั่วโมง จากจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
จึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายควรตระหนักให้ความสำคัญ และร่วมสนับสนุนดำเนินการเชื่อมโยงสัมพันธ์ที่ดีให้ประเทศประชาชนทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน
๒) ตลาดรองรับสินค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาค
ประเทศกัมพูชาได้รับความบอบช้ำจากผลของสงคราม
จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน แต่เนื่องจากประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา
มีความขาดแคลนปัจจัยการผลิตจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์
เครื่องใช้ และเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวนมากจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์และอยู่ใกล้ชิด
เช่น วัสดุก่อสร้าง น้ำมันเชื้อเพลิงไก่พันธุ์พื้นเมือง มะพร้าวน้ำหอม เป็นต้น
ดังนั้น จึงนับเป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่จะส่งสินค้าเข้าไปขาย เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ
๓) ตลาดแรงงานราคาถูก
ชาวกัมพูชามีประชากร
๑๔.๘ ล้านคน รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี เท่ากับ ๗๐๙ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ( ข้อมูล
ธปท. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ) ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มีการศึกษาน้อย
มีอาชีพทางด้านเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไป ซึ่งเป็นแรงงานประเภทไร้ทักษะฝีมือ
มีค่าจ้างแรงงานต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ดังนั้น จึงเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจของประเทศไทย
โดยอาจจะนำเข้าแรงงานราคาถูกจากประเทศกัมพูชา เพื่อลดต้นทุนการผลิตหรืออาจจะย้ายฐานการผลิตบางประเภทไปดำเนินการที่ประเทศกัมพูชา
ซึ่งขณะนี้มีหลายประเทศได้ย้ายฐานการผลิตเข้าไปยังประเทศกัมพูชาเป็นจำนวนมาก
ประเทศจีน มูลค่าลงทุนอันดับหนึ่ง รองลงมา ได้แก่ เกาหลีใต้ มาเลเซีย สหภาพยุโรป
สหรัฐอเมริกา ไทย ฯ
2.5 สิ่งที่จังหวัดศรีสะเกษต้องการให้เกิดขึ้น
1) ความร่วมมือแก้ไขปัญหาต่างๆตามแนวชายแดน
จากการที่จังหวัดศรีสะเกษ
มีพื้นที่ติดกับจังหวัดอุดรมีชัยและจังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา เป็นระยะทางรวม
127 กิโลเมตร จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหาด้านต่างๆ ตามแนวชายแดน เช่น
ปัญหาข้อพิพาทระหว่างทหารของทั้งสองฝ่ายเนื่องจากความไม่ชัดเจนของเขตแดน
ปัญหายาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายที่ผ่านเข้า-ออกตามแนวชายแดน การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง
เป็นต้น
ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นดังกล่าว
ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนจังหวัด ศรีสะเกษ และชาวกัมพูชา จังหวัดศรีสะเกษจึงต้องการให้มีการร่วมมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
ทั้งในระดับรัฐบาล และในระดับพื้นที่
2) ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า
การผลักดันให้มีการเปิดด่านพรมแดนถาวรช่องสะงำ
ทางด้านอำเภอภูสิงห์ จังหวัด ศรีสะเกษ กับอำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย
ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2546 วัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การเปิดช่องทางการค้าการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศผ่านทางช่องสะงำ
โดยทั้งจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอัลลองเวง ต่างก็ได้พัฒนาเมืองใหม่ขึ้นในบริเวณใกล้ด่านพรมแดนถาวรช่องสะงำ
เพื่อรองรับด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต
3) การส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านทางจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
การส่งเสริมการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดเสียมราฐประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ "ปราสาทนครวัด-นครธม"
อนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมขอมโบราณเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกรู้จักและปรารถนาจะไปเที่ยวชม
จึงมีความเหมาะสมที่จังหวัดศรีสะเกษ (ร่วมกับจ.บุรีรัมย์ สุรินทร์) จะร่วมกับจังหวัดเสียมราฐ
เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ในลักษณะ "เส้นทางอารยธรรมขอม" โดยอาจเริ่มต้นจากจังหวัดบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ
(ซึ่งมีปราสาทขอมโบราณตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป) แล้วเดินทางผ่านทางด่านพรมแดนถาวรช่องสะงำ
ไปยังปราสาทนครวัด - นครธม เนื่องจาก
1.1) จากด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์
จังหวัดศรีสะเกษ ไปยังปราสาทนครวัด-นครธม จังหวัดเสียบเรียบ ประเทศกัมพูชา
มีระยะทางเพียง 151 กิโลเมตร
1.2) ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกัมพูชาแบบให้เปล่าจำนวน
126 ล้านบาท ในการก่อสร้างถนนลาดยางตามเส้นทางคมนาคมหมายเลข 67 ของประเทศกัมพูชา
จากด่านพรมแดนถาวร ช่องสะงำ ถึงอำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย ระยะทาง
15 กิโลเมตร และอนุมัติเงินกู้ให้แก่ประเทศกัมพูชา จำนวน 1,300 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างถนนลาดยางจากอำเภออัลลองเวง
ถึงจังหวัดเสียมราฐ ระยะทางประมาณ 136 กิโลเมตร ซึ่งเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี
2552 เส้นทางดังกล่าวจึงเป็นเส้นทางไปยังปราสาทนครวัด-นครธม ที่ใกล้ที่สุดและมีความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางที่สุด
ถนนหมายเลข 68 จากจังหวัดสุรินทร์ ช่องจอม อ.กาบเชิง-โอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย-
กลอรันห์ จ.เสียมราฐ ระยะทาง 113 กม. มติครม. 28 กรกฎาคม 2552 อนุมัติงบช่วยเหลือ
แต่ไม่มีการดำเนินการเนื่องจากมีข้อขัดแย้ง
1.3) การส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าว
ทั้งประเทศไทยและประเทศกัมพูชาจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
1.4) มติครม. 2 มีนาคม 2554 สนับสนุนแนวทางดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
ที่มีศักยภาพของประเทศ โครงการกลุ่มท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้พื้นที่หลัก
6 จังหวัด (นครราชสีมา,บุรีรัมย์,สุรินทร์,ศรีสะเกษ,ชัยภูมิ และอุบลราชธานี)
2.6 การบริหารจัดการและการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน
1) องค์กรคณะกรรมการระดับต่างๆ
1.1) คณะกรรมการระดับอำเภอ จังหวัดมีพื้นที่ติดต่อกัมพูชา
ได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิงห์ โดยอำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการ
เพื่อบริหารจัดการ เสริมสร้างกลไกความร่วมมือ ในระดับท้องถิ่น กับเมืองท้องถิ่นของกัมพูชา
เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้มีความสัมพันธ์ความร่วมมือ ในด้านชายแดน
การป้องกันปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย การสาธารณสุข การศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม
การกีฬา ฯ อยู่แล้ว แต่อาจมีหรือไม่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ คณะทำงานเป็นลายลักษณ์อักษร
1.2) คณะกรรมการระดับจังหวัด
โดยมีการแต่งตั้งหรือให้คณะกรรมการ จากตัวแทน ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ
หรือเอกชน เพื่อร่วมประชุมปรึกษาหารือ และหรือร่วมดำเนินการ
1.2.1) คณะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
มี 7 คณะ(ประกาศจังหวัดศรีสะเกษ
ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2553 )
1.2.2) คณะกรมการจังหวัด
ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
1.2.3) คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ.2551
1.2.4) คณะกรรมการ
กรอ. จังหวัด
1.2.5) คณะกรรมการอำนวยการและบริหารจัดการพัฒนาพื้นที่ช่องสะงำจังหวัด
ศรีสะเกษ (คำสั่งจังหวัดที่ 3934/2554 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2554)
1.2.6) คณะทำงานจัดทำแผนงานด้านความมั่นคงจังหวัดศรีสะเกษ
( คำสั่งจังหวัด ที่ 68/2554 ลงวันที่ 13 มกราคม 2554)
1.3) คณะกรรมการอื่นๆ เช่น
1.3.1) คณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา
โดยจัดให้มีการประชุมคณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ผลัดกันเป็นเจ้าภาพระหว่างกระทรวงมหาดไทยของราชอาณาจักรไทย
และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของประเทศกัมพูชา ซึ่งได้จัดมาแล้ว
3 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1
ที่จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2542
ครั้งที่ 2
ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 5-6 มกราคม 2548
ครั้งที่ 3
ที่จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2549
การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือทวิภาคีที่แนบแน่นใกล้ชิด
ส่งเสริมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย1 เสริมสร้างกลไกความร่วมมือในระดับท้องถิ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดของทั้งสองฝ่าย
มุ่งเน้นความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา สาธารณสุข การท่องเที่ยว
และกีฬาในระดับจังหวัด การประชุมมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา เป็นประธานร่วม การประชุมมีกลุ่มเป้าหมายผู้ว่าราชการจังหวัดของไทย
7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์
ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี และผู้ว่าราชการจังหวัดกัมพูชา 9 จังหวัด ได้แก่
จังหวัดพระตะบอง เกาะกง โพธิสัต กรุงไพลิน บันเตียเมียนเจย อุดรมีชัย พระวิหาร
เสียมราฐ และกรุงสีหนุวิลล์ เข้าร่วมประชุม
1.3.2) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา
ด้านกองทัพภาคที่ 2 (ฝ่ายไทย) โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน เสนาธิการกองทัพภาคที่
2 เป็นกรรมการและเลขานุการ มีผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ,สุรินทร์,ศรีสะเกษ
และอุบลราชธานี เป็นรองประธาน และมีพาณิชย์จังหวัด 4 จังหวัดเป็นกรรมการด้วย
การจัดตั้งคณะกรรมการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
โดยคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา ด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้จัดให้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา
(ฝ่ายกัมพูชาด้านภูมิภาคทหารที่ 4 มาแล้ว 9 ครั้ง
ข้อตกลงความร่วมมือ
การแลกเปลี่ยนเยี่ยมเยียน พบปะ ประชุมของผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ระดับสูง คณะกรรมการ
เจ้าหน้าที่ในระดับต่างๆ ทำให้มีการเสริมสร้างความร่วมมือ มีข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ
จังหวัดของสองประเทศ
(1) การประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา
ครั้งที่ 2 วันที่ 5-6 มกราคม 2548 ได้เห็นพ้องร่วมกันในเรื่องต่างๆ2 เช่น
การบริหารจัดการเดินทางข้ามแดน อาชญากรรมข้ามชาติ กลไกความร่วมมือระดับท้องถิ่น
จุดผ่านแดนถาวร การขยายเวลาเปิดจุดผ่านแดนถาวรการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่แฝดตามแผนปฏิบัติการ
ACMECS (ศรีสะเกษ - เสียมราฐ สุรินทร์-อุดรมีชัย สระแก้ว-บันเตียเมียนเจย
จันทบุรี-ไพลิน ตราด-เกาะกง)
(2) การประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา
ครั้งที่ 3 วันที่ 5-7 กรกฎาคม 2550 ได้ประชุมปรึกษาหารือตกลงเห็นพ้องในประเด็นต่างๆ3
เช่น การบริหารจัดการเดินทางข้ามแดน การปฏิบัติตามความตกลงว่าด้วยการเดินทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา
การใช้บัตรผ่านแดน การอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามของประชาชนและการขนส่งสินค้าข้ามแดน
การใช้บัตรแบบเฉพาะสำหรับผู้เดินทางข้ามแดนทุกวันหรือเป็นประจำ การเปิดจุดผ่านแดนแห่งใหม่
การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ กิจกรรม ผิดกฎหมาย กลไกลความร่วมมือระดับท้องถิ่น
(การจับกุมกักขังราษฎรของอีกฝ่ายหนึ่ง)การสถาปนาเมืองพี่ เมืองน้อง การสนับสนุนให้จังหวัดส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสังคม
และมาตรฐานการดำเนินชีวิตร่วมกันในพื้นที่ชายแดนของสองประเทศ
(3) การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา
ครั้งที่ 9 ระหว่างฝ่ายไทย ด้านกองทัพภาคที่ 2 และฝ่ายกัมพูชา ด้านภูมิภาคทหารที่
4 วันที่ 18 มิถุนายน 25494 เห็นชอบร่วมกันในความร่วมมือทวิภาคี ในเรื่องต่างๆ
เช่น เขตแดนทางบก การสัญจรข้ามแดน แรงงานลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การรักษาความมั่นคง
ความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน การปกป้องคุ้มครองสิทธิของคนไทย คนกัมพูชา
(การแจ้งข้อมูลของผู้ถูกจับกุม ผู้เสียชีวิต)
การปกป้องปราบปรามยาเสพติดการเก็บกู้วัตถุทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ความร่วมมือในการต่อต้านการก่อ
การร้าย การป้องกันปราบปรามการลักลอบสินค้าผิดกฎหมาย การป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดน
การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา การค้าชายแดน การรักษาสภาพแวดล้อมตามแนวชายแดน
การสาธารณสุขชายแดน การศึกษา การเกษตร
2) ข้อตกลงและความร่วมมือระหว่างจังหวัดศรีสะเกษกับจังหวัดต่างๆในประเทศกัมพูชา
จังหวัดศรีสะเกษได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับจังหวัดต่างๆของประเทศกัมพูชา
ได้แก่
1.1) การประชุมร่วมระหว่างจังหวัดศรีสะเกษ
ราชอาณาจักรไทยกับจังหวัดอุดรมีชัย จังหวัดพระวิหารและจังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา
วันที่ 15 มกราคม 2545 โดยมีข้อสรุปสำคัญ ดังนี้
1.1.1) เมื่อวันที่
22 ตุลาคม 2544 จังหวัดศรีสะเกษ (นายสุจริต นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ)
และจังหวัดอุดรมีชัย (นายไลย์ วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย) มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันที่ร่วมมือผลักดันให้มีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
อำเภอภูสิงห์ ที่จังหวัด ศรีสะเกษ และเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2545 ทั้งสองจังหวัดได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพิ่มเติมที่ร่วมกันผลักดัน
ให้เปิดจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำโดยเร็ว โดยมีสาระสำคัญให้ทั้งสองจังหวัดแต่งตั้งคณะทำงานสำรวจพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนเพื่อร่วมกันสำรวจและกำหนดพื้นที่จัดทำผังชุมชนฯ
1.1.2) ความร่วมมือระหว่างจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดพระวิหาร
ตามสรุปผลการประชุมร่วม 15 มกราคม 2545 ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องกันที่จะให้มีการพัฒนาข้อประชุมความร่วมมือกัน
ในการที่จะเปิดจุดผ่อนปรนเพื่อการท่องเที่ยวและการค้าช่องตาเฒ่า ตำบลเสาธงชัย
อำเภอ กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กับตำบลกันตรวจ อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร
1.2) การประชุมความร่วมมือ ระหว่าง คณะสำรวจพื้นที่บริเวณชายแดนช่องสะงำราชอาณาจักรไทย-ช่องจวม
ราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการกำหนดพื้นที่ดำเนินการเปิดจุดผ่อนปรน ช่องสะงำ
อำเภอภูสิงห์-อำเภออัลลองเวง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2545 การประชุมครั้งนี้มี(
นายพิศ สายสิงห์ นายอำเภอภูสิงห์ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนายยิ้ม ซาน นายอำเภออัลลองเวง
เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายกัมพูชา)
1.3) บันทึกข้อตกลงระหว่าง คณะผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
ราชอาณาจักรไทย กับคณะผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย ราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการเปิดจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
อำเภอภูสิงห์ - ช่องจวม อำเภออัลลองเวง เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2546
(นายถนอม ส่งเสริม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และนายไลย์ วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย)
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในเรื่อง
1.3.1) การประสานงานและการรักษาความสงบเรียบร้อย
1.3.2) การกำหนดมาตรการบริเวณจุดผ่านแดน
1.3.3) การปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้า-ออก
ของบุคคล
1.3.4) การปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้า-ออก
ของยานพาหนะทั้งสองฝ่าย
1.3.5) ประเภทสินค้าที่ทำการซื้อขายกัน
1.4) การประชุมความร่วมมือ ระหว่าง คณะผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
ราชอาณาจักรไทย และ คณะผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วย
ความร่วมมือเมืองคู่มิตร ณ จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่
20 กุมภาพันธ์ 2547 (นายถนอม ส่งเสริม ผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีสะเกษเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย
นายอุง เอือน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมราฐ รักษาราชการแทน ผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมราฐ
เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายกัมพูชา) ดังนี้
1.4.1) การเป็นเมืองคู่มิตร
(SISTER CITIES)
1.4.2) การส่งเสริมความมือ
โดยทั้ง 2 จังหวัดมีความปารถนาดีที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นผลดีกับประชาชนทั้ง
2 ประเทศ ดังนี้
(1) ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า-การลงทุน
(2) ส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
3) การเชื่อมความสัมพันธ์ในลักษณะ "เมืองพี่
เมืองน้อง"
การพัฒนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตร(Sister
Cities) ระหว่างจังหวัดศรีสะเกษ ราชอาณาจักรไทย และจังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา
ได้มีการดำเนินการพัฒนาความสัมพันธ์ต่อเนื่องจากข้อ 2.7.2 ตั้งแต่ปี 2547
จนถึงปัจจุบัน โดยมีการประชุมแลกเปลี่ยน ปรึกษาหารือ และหรือความตกลงร่วมมือ
ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์/ ด้านสาธารณสุข/ด้านการค้า
การลงทุน/ ด้านการท่องเที่ยว /ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม ดังนี้
1.1) มีการประชุมความร่วมมือระหว่างคณะผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
ราชอาณาจักรไทย และคณะผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยความร่วมมือเมืองคู่มิตร
(Sister Cities) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 (นายถนอม ส่งเสริม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
นายอุง เอือน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมราฐ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมราฐ)
1.2) ประชุมความร่วมมือเมืองคู่มิตร
(Sister Cities) จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่
- เมื่อวันที่
2 มีนาคม 2549 ณ โรงแรมซิตี้อังกอร์ จังหวัดเสียมราฐ (มีการแถลงการณ์ร่วม
2 ฝ่ายที่ลงนามโดย นายสันทัด จัตุชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และนาย
ซึม สน ผู้ว่าราชการจังหวัด เสียมราฐ)
- ประชุมสัมมนาโครงการพัฒนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตร
(Sister Cities) ระหว่าง วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมซิตี้อังกอร์
จังหวัดเสียมราฐ (นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีสะเกษ Mr.Mao
Vuthy รองผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมราฐ) สรุปผลการประชุม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน
2550 ทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะพัฒนาความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมืออย่างจริงจังฯ
- การประชุมพบปะหารือ
วันที่ 5 สิงหาคม 2552 ณ ศาลากลางจังหวัดเสียมราฐ (นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
กับ นายซู ภิรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมราฐ) ผลสรุป จากการประชุมที่ทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะพัฒนาความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือในด้าน
การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อย่างจริงจังมากขึ้น ตามกรอบ
ACMECS โดยมีการลงนามในบันทึกความร่วมมือร่วมกันระหว่างสภาหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ
และสภาหอการค้าจังหวัดเสียมราฐ
1.3) การเชื่อมความสัมพันธ์ในลักษณะ "เมืองพี่
เมืองน้อง" (Sister City)
1.3.1) ระหว่างวันที่
30-31 ตุลาคม 2553 จังหวัดศรีสะเกษ โดยนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
และคณะ ได้เดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับจังหวัดอุดรมีชัย (นายเปง สุเคน
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย) และจังหวัดเสียมราฐ (นายซู พิรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมราฐ)
ราชอาณาจักรกัมพูชา ในการเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับจังหวัดทั้งสอง ได้มีการปรึกษาหารือถึงความสัมพันธ์ความร่วมมือที่ดีมานาน
ในด้านเศรษฐกิจ การเกษตร สาธารณสุข การค้าชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดเสียมราฐ
ซึ่งเป็นเมืองคู่มิตรกับจังหวัดศรีสะเกษ
1.3.2) ระหว่างวันที่
5-6 พฤศจิกายน 2553 จังหวัดศรีสะเกษ โดยนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
และคณะ ได้เดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับจังหวัดพระวิหาร ราชอาณาจักรกัมพูชา
(นายอม มาลา ผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหาร)ในการเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรี
ดังกล่าว ได้มีการปรึกษาหารือถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองจังหวัดรวมทั้งด้านการค้า
การลงทุน และ การท่องเที่ยว
1.4 ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2553 นายอม มาลา
ผู้ว่าราชการจังหวัด พระวิหาร และคณะ ได้เดินทางมาเยือนจังหวัดศรีสะเกษ โดยมีการปรึกษาหารือร่วมกัน
โดยทั้งสองฝ่าย จะร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกัน รวมทั้งส่งเสริมการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้าชายแดน และเชิญจังหวัดศรีสะเกษนำสินค้า OTOP ไปขายที่จังหวัดพระวิหาร(ระหว่างวันที่
7-9 มกราคม 2554) และร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษา
เกษตร สาธารณสุข ฯลฯ
4) กิจกรรมความสัมพันธ์ความร่วมมือการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกัมพูชาในด้านต่างๆ
อาทิ ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านศิลปวัฒนธรรม และกีฬา
1.1) ด้านสาธารณสุข การให้ความช่วยเหลือชาวกัมพูชาที่เข้ามารักษาพยาบาล
ในโรงพยาบาลตามแนวชายแดน (รพ.กันทรลักษ์ รพ.ขุนหาญ รพ.ภูสิงห์ และ รพ.ศรีสะเกษ
) ดังนี้
| ปี 2551 |
|
| |
- ผู้ป่วยนอก จำนวน 752 คน ค่าใช้จ่าย 609,825 บาท เก็บได้
158,905 บาท
- ผู้ป่วยใน จำนวน 156 คน ค่าใช้จ่าย 2,399,198 บาท เก็บได้ 303,167
บาท |
| ปี2552 |
|
| |
- ผู้ป่วยนอก จำนวน 521 คน ค่าใช้จ่าย 350,595 บาท เก็บได้
20,096 บาท
- ผู้ป่วยใน จำนวน 80 คน ค่าใช้จ่าย 376,605 บาท เก็บได้ 7,000 บาท |
| ปี2553 |
|
| |
- ผู้ป่วยนอก จำนวน 553 คน ค่าใช้จ่าย 433,266 บาท เก็บได้
82,474 บาท
- ผู้ป่วยใน จำนวน 156 คน ค่าใช้จ่าย 826145 บาท เก็บได้ 229,419 บาท |
(ข้อมูลสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ)
1.2) ด้านวิชาการ/การศึกษา ดังนี้
1.2.1)โครงการโรงเรียนพระราชทาน
ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา อบรมครูกัมพูชา เรียนระดับ ปวส. 3 คน (เริ่มปี พ.ศ.
2546) และรับนักศึกษาต่อระดับ ปวช. จำนวน 16 คน ระดับ ปวส. จำนวน 8 คน (ปีการศึกษา
2550) โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ
1.2.2) สถาบันการพลศึกษา
วิทยาเขตศรีสะเกษ ได้รับนักเรียนทุนพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
แก่นักเรียนของวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล ราชอาณาจักรกัมพูชา จำนวน 3 คน ตั่งแต่ปีการศึกษาที่
1 ปี การศึกษา 2550 โดยสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษ
1.2.3) โครงการความร่วมมือทางวิชาการและกีฬากับราชอาณาจักรกัมพูชา
โดยสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตศรีสะเกษ รับนักศึกษาจากกัมพูชา ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ และคณะศิลปศาสตร์ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2550
และเสร็จสิ้น ในปีการศึกษา 2553 รวมระยะเวลา 4 ปี จำนวน 14 คน โดยสถาบันการพลศึกษา
วิทยาเขตศรีสะเกษ
1.2.4) โครงการทุนพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี แก่นักศึกษาราชอาณาจักรกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2550-2553 จำนวน
4 รุ่น รวม 12 คน โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏ ศรีสะเกษ ดังนี้
- รุ่นที่ 1 (ปี 2550) ระดับปริญญาตรี
จำนวน 2 คน
- รุ่นที่ 2 (ปี 2551) ระดับปริญญาตรี
จำนวน 2 คน
- รุ่นที่ 3 (ปี 2552) ระดับปริญญาตรี
จำนวน 6 คน
- รุ่นที่ 4 (ปี 2553) ระดับปริญญาตรี
จำนวน 2 คน
1.3) ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต
รัฐบาลไทย
โดยกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
มอบหมายให้จังหวัดศรีสะเกษ โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ
- ปีงบประมาณ 2549 ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
บนถนนหมายเลข 67 (ช่องสะงำ-อัลลองเวง เสียมราฐ) บ้านโอโกกีกันดาน ตำบลลุมโตง
อำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย งบประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้
เป็นสถานที่ให้ความรู้แก่ประชาชน ชาวกัมพูชา ในด้านการประกอบอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
โดยบันทึกความร่วมมือระหว่าง ผู้ว่าราชการจังหวัด
- ปีงบประมาณ 2550 ได้จัดทำโครงการพัฒนาเด็ก เคลื่อนที่
ณ ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน บ้านโอโกกีกันดาน งบประมาณ 1.5
ล้านบาท เพื่อจัดกิจกรรมพัฒนาเด็ก
- ปีงบประมาณ 2552 ดำเนินโครงการจัดตั้งหมู่บ้านนำร่องพัฒนาคุณภาพชีวิต
อยู่ดีมีสุข ส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมวิถีชีวิตแบบพอเพียงประชาชนชาวกัมพูชา
งบประมาณ 1 ล้านบาท
1.4) ด้านคมนาคม
- ปี 2546 ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า
ในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมหมายเลข 67 ของประเทศกัมพูชาเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางจากจังหวัดศรีสะเกษ
(ด่านช่องสะงำ) - อำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย ระยะทาง 15 กิโลเมตร งบประมาณ
126 ล้านบาท
- ปี 2549 ประเทศไทยได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่ประเทศกัมพูชา
จำนวน 1,300 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเส้นทางคมนาคมหมายเลข 67 จากอัลลองเวง
จังหวัดอุดรมีชัย - จังหวัดเสียมราฐ ระยะทาง 136 กิโลเมตร และได้มีพิธีเปิดใช้ถนนเส้นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที 4 กรกฎาคม 2552
1.5) ด้านการค้า
ระหว่างวันที่
7-9 มกราคม 2554 กรมการพัฒนาชุมชนร่วมกับจังหวัดศรีสะเกษ ได้นำสินค้า OTOP
ไปร่วมจำหน่ายที่จังหวัดพระวิหาร ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งสามารถจำหน่ายได้รวม
509,000 บาท ผลสำเร็จที่ได้รับ ผู้ประกอบการ OTOP ของไทยมีประสบการณ์และโอกาสในการนำสินค้า
OTOP ไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นโอกาสที่จะเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ
ในประเทศเพื่อนบ้าน
1.6) ด้านอื่นๆ วันที่ 20 มกราคม 2554 จังหวัดศรีสะเกษ
หอการค้าจังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสนับสนุนงบสมทบจัดซื้อเก้าอี้ มอบให้จังหวัดพระวิหาร
จำนวนเงิน117,000 บาท
5) การสร้างความสัมพันธ์ในระดับพื้นที่ระหว่างอำเภอชายแดนของจังหวัดศรีสะเกษ
กับอำเภอชายแดนของประเทศกัมพูชา
การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา นอกจากจะดำเนินการ
ในระดับรัฐบาล ระดับจังหวัดแล้วยังมีการสร้างความสัมพันธ์ในระดับพื้นที่
ระหว่างอำเภอชายแดนของ เช่น
1.1) การแข่งขันกีฬามิตรภาพเชื่อมสัมพันธ์เพื่อนบ้าน
และการแสดงศิลปวัฒนธรรมเชื่อมสัมพันธ์เพื่อนบ้านไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่
31 ธันวาคม 2551 ณ ด่านถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด
อำเภอภูสิงห์ และ อบต. ในพื้นที่
1.2) การแข่งขันจักรยานเสือภูเขาเชื่อมความสัมพันธ์ชายแดน
2 แผ่นดิน ไทย-กัมพูชา (อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ-อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย) เมื่อวันที่
22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ด่านถาวรช่องสะงำ อำเภอ ภูสิงห์ โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด
อำเภอภูสิงห์ และ อบต. ในพื้นที่
1.3) จัดงานเทศกาลปีใหม่ ค.ศ. 2010 มิตรภาพไทย-กัมพูชา
วันที่ 27 ธันวาคม 2552 โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด
อำเภอภูสิงห์ อบต. ในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1.4) โครงการความสัมพันธ์ระหว่างอำเภอกันทรลักษ์
จังหวัดศรีสะเกษ ราชอาณาจักรไทย กับอำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ราชอาณาจักรกัมพูชา
เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2553 โดยอำเภอกันทรลักษ์
1.5) กิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอำเภอขุนหาญ
จังหวัดศรีสะเกษ ราชอาณาจักรไทย กับอำเภอตรอเปียงปราสาท จังหวัดอุดรมีชัย
ราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 โดยอำเภอขุนหาญ
1.6) กิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
ระหว่างอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ราชอาณาจักรไทย กับอำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย
ราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 โดยอำเภอภูสิงห์
1.7) โครงการทอดผ้าป่าสามัคคีและถวายเทียนพรรษา
2 แผ่นดิน (ไทย-กัมพูชา) จ.ศรีสะเกษ ถวายเทียน พรรษาและผ้าอาบน้ำฝน วัดในอำเภออัลลองเวง
จังหวัดอุดรมีชัย จำนวน 14 วัด เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด
6) ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ
1.1) ผลกระทบจากสถานการณ์ปัญหาชายแดนปัญหาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร
จากกรณีความขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อน
4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งนำไป สู่ความขัดแย้ง การสู้รบ
บริเวณแนวชายแดน และนำไปสู่การปิดอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารผามออีแดง อำเภอกันทรลักษ์
ไม่ให้ประชาชนเข้าท่องเที่ยว เพื่อความปลอดภัยทำให้เกิดผลกระทบต่อการค้าย่อยในพื้นที่
รวมทั้งผลกระทบการร่วมการค้าชายแดนช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ การท่องเที่ยวของจังหวัด
ต่อมามีประกาศจากอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน
2553 ให้เปิดการท่องเที่ยวฯ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 และประกาศฯ
ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์2554 ให้ปิดการท่องเที่ยวฯ อีก ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์
2554 หลังจากมีสถานการณ์การสู่รบชายแดน เมื่อวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2554
ที่ อำเภอกันทรลักษ์
ข้อเสนอแนะ เห็นควรให้มีการเร่งแก้ไขปัญหาร่วมกันระดับรัฐบาลทั้งสองประเทศ
1.2) ข้อมูลสารสนเทศพื้นฐาน สาธารณูปโภค กฎหมายระเบียบต่างๆ
ด้านการค้า การลงทุน ประเภท ชนิด ปริมาณสินค้า ฯลฯ ของจังหวัดชายแดน ยังขาดการศึกษา
แลกเปลี่ยนข้อมูลที่จะอำนวยประโยชน์ในการขอด้านความร่วมมือของภาครัฐ เอกชนทั้งสองฝ่าย
โดยเฉพาะฝ่ายไทยจะเสียเปรียบขาดข้อมูลในเชิงลึก
ข้อเสนอแนะ ภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานทูต กงสุล รวมทั้งภาคเอกชน ให้ความร่วมมือสนับสนุน
ศึกษาแลกเปลี่ยนข้อมูล
1.3) ข้อจำกัด ที่ระเบียบแนวทางปฏิบัติไม่ให้จังหวัดจัดทำแผนงาน
จัดตั้งงบประมาณของจังหวัด ส่วนราชการระดับจังหวัดไปปฏิบัติงาน กิจกรรม ในลักษณะเมืองคู่มิตร
ที่อำนวยเกิดประโยชน์ในด้านความสัมพันธ์ความร่วมมือด้านชายแดนได้
ข้อเสนอแนะ ส่วนกลางผ่อนคลายระเบียบฯ โดยอาจมีเงื่อนไขข้อจำกัดในด้านกิจกรรมปริมาณการใช้จ่าย
*************************************************************
|